circle-arrow-point circle-arrow fi-magnifying-glass

 

เรื่องราวของ Interface

        

จุดเริ่มต้น

จากการค้นพบพรมแผ่นที่ยุโรปในปี คศ. 1970
เรย์ แอนเดอร์สัน(Ray Anderson)ได้ตระหนักถึงอนาคตของพรมแผ่นในสำนักงานสมัยใหม่
ระบบสำนักงานแบบเปิดโล่งที่กำลังแพร่หลาย ซึ่งมาพร้อมกับระบบสายไฟชนิดลวดแบน
และระบบท่อร้อยสายวอร์คเกอร์ (Walker) ที่เข้าถึงง่าย ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ล้ำสมัยในตอนนั้น
ในปี 1973 เรย์ได้ก่อตั้งบริษัท Interface ขึ้นในเมืองลาเกรนจ์ รัฐจอร์เจีย นำแนวคิดเรื่องพรมแผ่นที่สามารถปูได้อย่างอิสระสู่อเมริกา และเริ่มต้นปฏิวัติวัสดุปูพื้นในเชิงพาณิชย์นับตั้งแต่นั้นมา

ด้วยนวัตกรรมแผ่นรองหลังพรมอย่าง GlasBac® ซึ่งได้กำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมในด้านประสิทธิภาพ
และ Intersept® สารป้องกันเชื้อราและแบคทีเรีย ดังนั้น พรมแผ่นดั้งเดิมของเรา
จึงมีจุดแข็งในเชิงคุณภาพ มันใช้งานได้ดีเยี่ยม ทว่าก็มีรูปลักษณ์ที่ดูธรรมดาเกินไป
แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในปี 1988 เมื่อ Interface เปิดตัว Quantum พรมแผ่นถักทอแบบขนห่วงรุ่นแรก
ซึ่งได้เปลี่ยนวิถีในการดำเนินธุรกิจและขีดความสามารถในการออกแบบของเรา
เรียนรู้เรื่องราวประวัติยุคแรกเริ่มของเรามากขึ้นได้ในแกลเลอรีรูปภาพที่ด้านล่างนี้

  • เรย์ แอนเดอร์สัน (Ray C Anderson) ผู้ก่อตั้งและอดีตประธาน Interface, Inc.
  • 1973 - Interface สร้างโรงงานผลิตแรกใน LaGrange, GA
  • 1973 - Interface นำเสนอวิธีการสร้างพันธะฟิวชัน Quadron ซึ่งเป็นโครงสร้างที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยให้มีความสม่ำเสมอของการทอสูงสุด
  • 1974 - Interface นำเสนอโครงสร้างของระบบพื้นหลัง ซึ่งก็คือ Glasbac ถือเป็นการกำหนดมาตรฐานด้านประสิทธิภาพของอุตสาหกรรม และยังคงเป็นพื้นหลังอันดับหนึ่งของเราในปัจจุบัน
  • 1978 - Interface นำเสนอสารป้องกันเชื้อราและแบคทีเรียที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเรา คือ Intersept ซึ่งช่วยปกป้องพรมแผ่นจากเชื้อรา โรครา น้ำค้างและจุลินทรีย์อื่นที่ทำให้เกิดกลิ่น
  • 1979 - Interface ใช้กระบวนการพิมพ์ระเหิดที่เป็นกรรมสิทธิ์ผลิตพรมแผ่น Velvet Series ในการติดตั้งที่ Flint Ink Corporation และได้เลิกพิมพ์ในปี 1998 เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพดีขึ้นและมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
  • 1982 - Interface เข้าซื้อกิจการ Compact Carpets Ltd. ในเมือง Belleville ประเทศแคนาดา
  • 1983 - Interface เข้าซื้อกิจการ Tufted Carpet Tile Ltd. (Tuca Tile) จาก Craigavon ​​ประเทศไอร์แลนด์เหนือ
  • 1983 - Carpets International-Georgia เผยแพร่สู่สาธารณะและเปลี่ยนชื่อเป็น Interface, Inc.
  • 1984 - Interface เข้าซื้อกิจการของ Illingworth Morris และ Bond Worth โดยก่อตั้ง Interface UK ขึ้นพร้อมกับ Craigavon ​​โรงงานของประเทศไอร์แลนด์เหนือ ปัจจุบันสำนักงานใหญ่ของ Interface UK ตั้งอยู่ใน Birmingham ประเทศอังกฤษซึ่งแสดงไว้ที่นี่
  • 1987 - Interface เสนอขายพรมแผ่น System Six เพื่อเจาะตลาดสถานพยาบาลและสถานศึกษาที่ใช้พื้นผิวแข็งเป็นหลัก การผสมผสานระหว่างเส้นด้ายที่มีสีกันความร้อน ตะเข็บที่เชื่อมด้วยสารเคมี และ Intersept ให้ความมั่นใจเรื่องประสิทธิภาพแม้ในพื้นที่ที่มีการสัญจรไปมาหนาแน่น
  • 1988 - ห้องโถงที่เคยเป็นสำนักงานใหญ่ของ Interface ซึ่งปัจจุบันคือโรงงานของ Joseph H. Kyle ได้รับการออกแบบด้วยการติดตั้งพรมแผ่น เรย์มองว่าสำนักงานใหม่เป็นโอกาสในการสาธิตให้เห็นว่าพรมแผ่นควรทำงานอย่างไรในสภาพแวดล้อมสำนักงานสมัยใหม่
  • 1988 - การเข้าซื้อ Heuga B.V. (โรงงานผลิต Scherpenzeel ของเราแสดงไว้ที่นี่) ทำให้ Interface, Inc. เป็นผู้ผลิตพรมแผ่นรายใหญ่ที่สุดในโลก
  • 1990 - โรงงาน Ray C Anderson ใน West Point, GA เริ่มดำเนินการทอ แผงโซลาร์เซลล์และคุณสมบัติด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ถูกเพิ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบใหม่ในปี 2541

ของขวัญจากสวรรค์

ต้นทศวรรษ 1990 ลูกค้ารายหนึ่งถามว่า "บริษัทของคุณทำอะไรบ้างให้กับสิ่งแวดล้อม"
เมื่อเรย์ตระหนักว่าเขาไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ เขาจึงได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจของบริษัทขึ้นมาแก้ปัญหา
ในขณะที่เขาเตรียมตัวกล่าวสุนทรพจน์เพื่อเปิดตัวคณะทำงานฯนี้ เขาได้อ่านเรื่อง “The Ecology of Commerce”
ของพอล ฮอว์เกน (Paul Hawken) และรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างมาก
เขาอธิบายประสบการณ์นั้นว่าเป็นของขวัญจากสวรรค์ ช่วงเวลาที่เหมือนกับว่ามี “หอกทิ่มแทงที่หน้าอก”
ที่ได้เปลี่ยนทัศนะของเขาในด้านธุรกิจและความยั่งยืน

สิ่งนี้ได้ปลุกเขาขึ้นมาพบกับความจำเป็นเร่งด่วนในการกำหนดแนวทางใหม่สำหรับ Interface
เรย์ได้เขย่ารากฐานของอุตสาหกรรมการผลิตพรมที่ใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเป็นหลัก
ด้วยการประกาศว่า Interface มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการเป็นบริษัทแห่งแรกของโลก
ที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ฟังเรื่องราวโดยตรงจาก Ray ในวิดีโอด้านล่างนี้

เริ่มต้นการเดินทาง

ด้วยการตระหนักถึงความซับซ้อนของการเปลี่ยน Interface ให้กลายเป็นบริษัทที่คำนึงถึงความยั่งยืน
เรย์จึงได้ก่อตั้ง Eco Dream Team ซึ่งรวบรวมผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน นักกิจกรรม นักวิทยาศาสตร์ และผู้ประกอบการมาไว้ด้วยกัน
ความคิดที่ก้าวหน้าของคนเหล่านี้ได้ช่วยให้ Interface เริ่มกำหนดเส้นทางที่เรย์อธิบายไว้ในภายหลังว่า
เป็นการปีนขึ้น “ภูเขาที่สูงกว่าเอเวอร์เรสต์” ซึ่งเราเรียกมันว่า "ยอดเขาแห่งความยั่งยืน"
ซึ่งในภายหลังได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของปริมาณและขอบเขตของภารกิจของเรา

แต่เดิม Interface ได้ระบุขอบเขตการดำเนินงานหลักๆเจ็ดส่วนหรือ “ด่านทั้งเจ็ด”(Seven Fronts)
ที่จำเป็นต้องฝ่าไปให้ได้จึงจะถึงยอดเขาแห่งความยั่งยืน จากนั้น เราจึงทำงานภายใต้กรอบการทำงานดังกล่าว
โดยตั้งเป้าหมายให้เท่ากับ 'ศูนย์' ในหลายๆ ส่วน ได้แก่ การใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากฟอสซิลเป็นศูนย์
ขยะสู่หลุมฝังกลบเป็นศูนย์ การใช้น้ำในกระบวนการผลิตเป็นศูนย์ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์

EcoMetrics ซึ่งเป็นผลที่ได้มาจากการวัดปริมาณวัสดุที่ 'นำเข้า' มาเพื่อใช้ในการผลิตและสิ่งที่ 'นำออก'
ไปในรูปของผลิตภัณฑ์และของเสีย สิ่งที่ถูกวัดนั้นเหมือนกันมากกับในปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงการลดปริมาณขยะ
การใช้พลังงาน พลังงานหมุนเวียน การปล่อยคาร์บอน และการใช้น้ำ เรียนรู้เพิ่มเติมในแกลเลอรีรูปภาพด้านล่างนี้

  • 1994 - David Oakey ทำสัญญากับ Interface เพื่อเป็นผู้นำการออกแบบผลิตภัณฑ์ ช่วงเวลาไม่นานก่อนการตระหนักรู้ของ Ray เดวิดยังคงทำงานร่วมกับอินเทอร์เฟซในปัจจุบัน เดวิดเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนและยังคงสร้างสรรค์นวัตกรรมการออกแบบ รางวัลสำหรับการออกแบบซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ
  • 1994 - Ray รวบรวมกลุ่มของนักเขียน นักเคลื่อนไหว นักวิทยาศาสตร์ และผู้ประกอบการที่ช่วยสร้างกรอบในการนำความยั่งยืนมาใช้กับธุรกิจ เรายังคงอาศัยข้อมูลของนักคิดด้านสิ่งแวดล้อมเหล่านี้บางคนในปัจจุบัน
  • 1994 - Caribbean ™เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์แรกๆที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี Intersculpt ที่ Interface ได้มาในปี 1993 Intersculpt ช่วยให้เราสามารถทอเส้นด้ายในระดับสูงและต่ำด้วยรูปแบบที่ผสมผสานทำให้สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีสไตล์ระดับสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ในเบื้องต้น Interface ระบุประเด็นสำคัญ 7 ประเด็น คือ “ Seven Fronts” ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเดินหน้าต่อ เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ของภูเขาแห่งความยั่งยืน (Mount Sustainability)
  • 1995 - เราเริ่มเรียกคืนและรีไซเคิลกพรมแผ่นผ่านโปรแกรม ReEntry ® ของเรา ReEntry มีวิวัฒนาการตลอดหลายปีที่ผ่านมาเนื่องจากเราพยายามปิดวงจรในกระบวนการผลิตของเรา
  • 1996 - Interface เริ่มผลิตในชลบุรี ประเทศไทย และในปี 2007 โรงงานในประเทศไทยได้ขยายขีดความสามารถในการผลิตและกลายเป็นอาคารที่ได้รับการรับรอง LEED แห่งแรกในประเทศไทย
  • 1997 - Interface จัดการประชุมระดับโลกครั้งแรกเพื่อแบ่งปันวิสัยทัศน์ของ Ray เกี่ยวกับอนาคตที่ยั่งยืนและเป็นการรวบรวมพนักงานจากบริษัทสาขาทั่วโลก
  • 1997 - ในระหว่างการประชุมระดับโลกที่เมือง Maui เรย์เปรียบเทียบการเดินทางสู่ความยั่งยืนของ Interface ว่ามันคือ “ภูเขาที่สูงกว่าภูเขาเอเวอเรสต์” ซึ่งเป็นเรื่องยาก แต่ด้วยแผนที่รอบคอบและเอาใจใส่ นี่จึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ความคิดที่เกาะติดและ "Mt. Sustainability" กลายเป็นชื่อสัญลักษณ์สำหรับการเดินทางของเรา
  • 1997 - เป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีในวัตถุประสงค์และวิสัยทัศน์ ผู้เข้าร่วมการประชุมระดับโลกของอินเทอร์เฟซใน Maui รวมตัวกันเพื่อสร้างโลโก้ของความร่วมมือ
  • 1997 - Interface, Inc. เผยแพร่รายงานความยั่งยืนขององค์กรฉบับแรก
  • 1997 - Interface ซื้อกิจการ Carpet Solutions ของออสเตรเลีย
  • 1998 - หนังสือเล่มแรกของเรย์เล่าถึงการตื่นตัวในเรื่องของความกังวลต่อสิ่งแวดล้อม - สิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็น "ช่วงเวลาที่เหมือนหอกแทงหน้าอก" - และโครงร่างสำหรับธุรกิจเพื่อบรรลุความยั่งยืน
  • 1999 - Interface นำเสนอระบบสั่งซื้อตัวอย่างออนไลน์ครั้งแรกสำหรับพรมแผ่น

ก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21

ในการเดินทางเพื่อความยั่งยืนตลอด 25 ปี เราได้พัฒนาความคิดและแนวทางของเรา
แรกเริ่มเดิมที เรามุ่งเน้นแค่เพียงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
แต่การพัฒนานี้ก็ครอบคลุมไปถึงผลกระทบต่อสังคมและเป็นต้นแบบของแนวธุรกิจใหม่
เราได้ช่วยเปิดตัวโครงการ Net-Works® ซึ่งเปลี่ยนอวนแหที่ทิ้งแล้วเป็นรายได้เสริมสำหรับสมาชิกชุมชน
และนำเส้นใยไนล่อนจากวัสดุรีไซเคิล 100% มาใช้ในผลิตภัณฑ์พรมแผ่นของเราด้วย
โครงการ Net-Works และความสำเร็จต่อเนื่องของโครงการ ReEntry®กำลังพิสูจน์ให้เราเห็นว่า
เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular economy) เป็นเป้าหมายที่บรรลุได้

เมื่อบรรลุภารกิจ Mission Zero แล้ว เราจึงมุ่งไปสู่เป้าหมายที่สูงขึ้น ซึ่งก็คือ Climate Take Back™
เราจะสร้างสภาพภูมิอากาศที่ดีต่อการดำรงชีวิตผ่านโครงการ Climate Take Back
ส่วนหนึ่งที่น่าสนใจของเส้นทางนี้ คือ การสร้างพื้นหลังพรม CircuitBac™ Green ซึ่งมีความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพในวงจรชีวิตของมันได้มากกว่าที่มันปล่อยออกไป

เราได้สำรวจเรื่องความสวยงามในแบบใหม่ๆ และเพิ่มผลิตภัณฑ์พรมแผ่น Skinny Planks™ ขนาด 25 ซม. x 1 ม.
และนำวัสดุปูพื้นชนิดพื้นผิวแข็งมาผสมกับกระเบื้องไวนิลคุณภาพสูง Luxury Vinyl Tile ของเรา เพิ่มเติมด้วยวัสดุยางปูพื้น nora® ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมในแกลเลอรีรูปภาพด้านล่างนี้

  • 2001 - Interface ติดตั้งชุดแผงพลังงานแสงอาทิตย์ 17 กิโลวัตต์ที่โรงงานไคล์ในเมืองลาเกรนจ์ รัฐจอร์เจีย เพื่อช่วยชดเชยการใช้แหล่งพลังงานแบบดั้งเดิม
  • 2000 – Interface เปิดตัว Great Plains Collection ซึ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์พรมแผ่นในเชิงพาณิชย์รุ่นแรกที่ใช้ไฟเบอร์ผิวหน้าแบบไฮบริดที่มีโพลีเมอร์ที่ใช้ข้าวโพดเป็นหลัก ซึ่งเรียกว่ากรดโพลีแลกติก (PLA) ซึ่งเราไม่ได้ใช้มันอีกแล้วในปัจจุบัน นี่เป็นก้าวแรกของเราในการค้นหาวัสดุคุณภาพสูง ที่สามารถหมุนเวียนและย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ
  • 2000 - Interface เปิดตัว Deja Vu คอลเลกชั่นพรมเชิงพาณิชย์ ซึ่งหน้าพรมทำมาจากเส้นใยไนลอนจากวัสดุรีไซเคิลครั้งแรก
  • 2000 - Falling Water™ ซึ่งติดตั้งในห้องเรียนของโรงเรียนประถม หนึ่งในผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมตัวหนึ่งซึ่งเปิดตัวด้วยเส้นใยไฟเบอร์และแผ่นรองหลังพรมที่มาจากวัสดุรีไซเคิลโดยรวมประมาณ 51-54%
  • 2000 - ด้วยแรงบันดาลใจจากการเวิร์กช้อปกับ Janine Benyus, David Oakey ก็ได้เริ่มต้นสำรวจแนวความคิดของการเลียนแบบธรรมชาติ โดยพิจารณาระบบธรรมชาติในการแก้ปัญหาของมนุษย์นำมาในการออกแบบพรมแผ่น
  • 2000 - Entropy ได้ถูกนำเสนอสู่ตลาดและการกลายเป็นผลิตภัณฑ์ขายดีที่สุดอย่างหนึ่งของเรา Entropy ถือเป็นพรมแผ่นแรกของ David Oakey ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการเลียนแบบธรรมชาติลวดลายและสีสันแบบออร์แกนิกของมันช่วยให้การปูพรมง่ายและมีอิสระมากขึ้น และการติดตั้งแบบไม่จำกัดรูปแบบเฉพาะนี้ ยังทำให้ลดขยะจากการติดตั้งได้ 1.5% โดยเฉลี่ยด้วย
  • 2001 - Interface เปิดตัวพื้นหลังพรมโดยวัสดุรีไซเคิล (GlasBacRE) ที่สร้างจากชั้นไวนิลที่ใช้วัสดุรีไซเคิล
  • 2002 - Interface บริจาคพรมแผ่น 72,000 ผืนเพื่อใช้เป็นผนังบุฉนวนสำหรับ "Lucy's House" โครงการที่ผลักดันโดยศาสตราจารย์ Samuel Mockbee และนักศึกษาสถาปัตยกรรม/การออกแบบที่มหาวิทยาลัยออเบิร์น
  • 2002 - Interface เปิดตัว Cool Carpet™ โครงการชดเชยคาร์บอนโครงการแรกของเราสำหรับพรมแผ่น
  • 2003 - Interface เปิดตัวแบรนด์พรมแผ่นสำหรับผู้บริโภค FLOR® ปัจจุบัน FLOR ยังมีการใช้งานเชิงพาณิชย์ในรูปแบบต่างๆ อีกด้วย
  • 2006 - ระบบการติดตั้ง TacTiles แบบไม่ใช้กาว ให้ทางเลือกใหม่ที่สะอาดขึ้น เร็วขึ้น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทนกาวแบบดั้งเดิม โดยส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าการปูพื้นด้วยกาวแบบดั้งเดิมมากกว่า 90%
  • 2006 - Interface เปิดตัว Cool Blue กระบวนการผลิตสำหรับ GlasBacRE ที่ให้ความยืดหยุ่นในการค้นหาวัตถุดิบใหม่แบบหมุนเวียนและนำกลับมาใช้ใหม่ได้
  • 2008 - Interface เปิดตัวคอลเลกชั่นกระเบื้องปูพื้นที่สานด้วยหญ้าและไม้ไผ่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจัดหาจากช่างฝีมือจักสานในอินเดีย แม้ว่าได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีทว่าก็ไม่ประสบความสำเร็จในตลาด แต่ได้ช่วยวางรากฐานความสำเร็จให้กับโครงการ Net-Works® ในปี 2012
  • 2009 - Ray ตีพิมพ์หนังสือเล่มที่สอง ที่ชื่อ "Confessions of a Radical Industrialist"

เข้าสู่ปี 2020 และอนาคต

ในการเดินทางเพื่อความยั่งยืนตลอด 25 ปี เราได้พัฒนาความคิดและแนวทางของเรา
แรกเริ่มเดิมที เรามุ่งเน้นแค่เพียงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
แต่การพัฒนานี้ก็ครอบคลุมไปถึงผลกระทบต่อสังคมและเป็นต้นแบบของแนวธุรกิจใหม่
เราได้ช่วยเปิดตัวโครงการ Net-Works® ซึ่งเปลี่ยนอวนแหที่ทิ้งแล้วเป็นรายได้เสริมสำหรับสมาชิกชุมชน
และนำเส้นใยไนล่อนจากวัสดุรีไซเคิล 100% มาใช้ในผลิตภัณฑ์พรมแผ่นของเราด้วย
โครงการ Net-Works และความสำเร็จต่อเนื่องของโครงการ ReEntry®กำลังพิสูจน์ให้เราเห็นว่า
เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular economy) เป็นเป้าหมายที่บรรลุได้

เมื่อบรรลุภารกิจ Mission Zero แล้ว เราจึงมุ่งไปสู่เป้าหมายที่สูงขึ้น ซึ่งก็คือ Climate Take Back™
เราจะสร้างสภาพภูมิอากาศที่ดีต่อการดำรงชีวิตผ่านโครงการ Climate Take Back
ส่วนหนึ่งที่น่าสนใจของเส้นทางนี้ คือ การสร้างพื้นหลังพรมสีเขียว CircuitBac™ ซึ่งมีความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพในวงจรชีวิตของมันได้มากกว่าที่มันปล่อยออกไป

เรายังได้สำรวจเรื่องความสวยงามในแบบใหม่ๆ เราได้เพิ่มผลิตภัณฑ์พรมแผ่นขนาดใหม่
ซึ่งก็คือ Skinny Planks™ ขนาด 25 ซม. x 1 ม. และนำวัสดุปูพื้นชนิดพื้นผิวแข็งมาผสมกับ
กระเบื้องไวนิลคุณภาพสูง Luxury Vinyl Tile ของเรา เพิ่มเติมด้วยวัสดุยางปูพื้น nora®
ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมในแกลเลอรีรูปภาพด้านล่างนี้

  • 2011 - Interface เริ่มการผลิตในเมืองไถ่ชาง ประเทศจีน โดยได้รับการรับรอง LEED ID+C: CI Platinum สำหรับสำนักงาน
  • 2012 - Urban Retreat™ คอลเลกชั่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดการออกแบบที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติรุ่นแรกของเรา เป็นการศึกษาลวดลายผสมผสานตั้งแต่พื้นผิวที่ละเอียดไปจนถึงรูปแบบออร์แกนิแบบหยาบๆ
  • 2012 - ด้วยแรงบันดาลใจจาก แนวคิดการนำอวนที่ใช้ในอุตสาหกรรมประมงมาใช้ใหม่เป็นเส้นใยของพรมอย่างสร้างสรรค์ร่วมกับ Aquafil, Interface จึงได้ลงทุนในการพัฒนา Net-Works ต้นแบบธุรกิจใหม่ที่รวมทุกองค์ประกอบในห่วงโซ่อุปทาน (Inclusive Business) โดยเปลี่ยนอวนประมงเป็นไนล่อน 6 (Nylon 6) ที่ใช้วัสดุรีไซเคิล 100% ช่วยปกป้องสัตว์ทะเล และสร้างรายได้เสริมให้กับสมาชิกในชุมชน
  • 2013 - Interface เปิดตัว Skinny Planks ด้วย Walk the Plank™ ขนาด 25 ซม. x 1 ม. ที่ทำให้ออกแบบได้อย่างหลากหลาย
  • 2013 - เศษด้ายของ Interface Thailand กลายเป็นวัตถุดิบสำหรับตุ๊กตาสัตว์ยัดไส้เหมือนกับที่แสดงอยู่ที่นี่ สมาชิกชุมชนในจังหวัดชลบุรีผลิตและขายตุ๊กตาสัตว์เพื่อเป็นรายได้เพิ่มเติม
  • 2015 - Kari Pei นักออกแบบสิ่งทอและผู้สนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อมชื่อดังร่วมงานกับ Interface และในปี 2019 Kari เปิดตัว Look Both Ways™ คอลเลกชั่นแรกของ Interface ที่นำพรมแผ่นมาใช้ร่วมกับกระเบื้องไวนิล LVT
  • 2016 - ภารกิจใหม่ Climate Take Back ของ Interface เน้นที่การสร้างสภาพภูมิอากาศที่ดีต่อการดำรงชีวิต
  • 2017 - Interface เปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์กระเบื้องไวนิลคุณภาพสูง (LVT) แบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 1 ม * 25 ซม. และแบบสี่เหลี่ยมจตุรัส ขนาด 50 * 50 ซม. เพื่อการใช้งานร่วมกับพรมแผ่นของ Interface
  • 2017 - Interface เปิดตัว "Proof Positive" ว่าภารกิจ Climate Take Back ของเรานั้นเป็นไปได้กับพรมแผ่นแบบที่กักเก็บคาร์บอน
  • 2018 - เพื่อต่อยอดความสำเร็จของแนวคิดพรมแผ่นกักเก็บคาร์บอน Interface จึงได้เปิดตัวแผ่นรองหลังพรม CircuitBac Green ซึ่งผลิตในยุโรปและวางจำหน่ายเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่คัดสรร CircuitBac Green สามารถกักเก็บคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพในวงจรชีวิตของมันได้มากกว่าที่มันปล่อยออกไป
  • 2018 - Interface เปิดสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย Base Camp คือชื่อที่พนักงานขนานนามให้ โดยนำคุณสมบัติการออกแบบที่ให้ประโยชน์แก่ทั้งพนักงานและสิ่งแวดล้อม Interface กำลังมุ่งไปสู่การรับรอง LEED v4 Platinum และ WELL สำหรับอาคาร
  • 2018 - Interface ต่อยอดความสำเร็จของ Cool Carpet ด้วย Carbon Neutral Floors™ ซึ่งชดเชยการปล่อยคาร์บอนของผลิตภัณฑ์พรมแผ่นและกระเบื้องไวนิลคุณภาพสูง (LVT) ของ Interface ทั่วโลก รวมถึงยางปูพื้น nora ในปี 2019 ดังนั้นวัสดุปูพื้นของ Interface ปล่อยคาร์บอนเท่ากับศูนย์
  • 2018 - Interface เพิ่มยางปูพื้น nora เข้ามาในกลุ่มผลิตภัณฑ์ ซึ่ง nora ถือว่าเป็นผู้นำอุตสาหกรรมด้านยางปูพื้นคุณภาพสูง
  • 2019 - Interface ฉลองความสำเร็จของภารกิจ Mission Zero และออกรายงานการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนประจำปีที่ 25 โดยเน้นไปที่บทเรียนที่ได้เรียนรู้และหลักการสำคัญของ EcoMetrics